8 สิ่งอันตราย "ห้ามทำก่อนนอน" ระวังร่างพังไม่รู้ตัว เสี่ยงเบาหวาน โรคสมองและหัวใจ

8 สิ่งอันตราย "ห้ามทำก่อนนอน" ระวังร่างพังไม่รู้ตัว เสี่ยงเบาหวาน โรคสมองและหัวใจ

8 สิ่งอันตราย "ห้ามทำก่อนนอน" ระวังร่างพังไม่รู้ตัว เสี่ยงเบาหวาน โรคสมองและหัวใจ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

8 สิ่งที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน หัวใจทำงานหนัก ระบบเผาผลาญพัง เสี่ยงสารพัดโรค

การนอนหลับไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดพัก แต่เป็นช่วงสำคัญที่สมอง ระบบภูมิคุ้มกัน หัวใจ และกระบวนการเผาผลาญทำงานเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากนอนไม่เพียงพอหรือหลับไม่มีคุณภาพเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองได้

หลายครั้งปัญหานอนไม่หลับไม่ได้เกิดจากโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมช่วงก่อนเข้านอน เช่น เล่นโทรศัพท์ กินอาหารมื้อใหญ่ ดื่มกาแฟ หรือเปิดไฟนอน สิ่งเหล่านี้อาจส่งสัญญาณให้สมองยังคงตื่นตัว ทำให้หลับช้า ตื่นกลางดึก หรือพักผ่อนได้ไม่เต็มที่

1. เล่นโทรศัพท์บนเตียงจนถึงเวลานอน

การเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย ดูวิดีโอ เล่นเกม หรือตอบข้อความก่อนนอน อาจทำให้เข้านอนช้ากว่าที่ตั้งใจ เนื้อหาที่น่าตื่นเต้นหรือกระตุ้นอารมณ์ยังทำให้สมองไม่สามารถเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้ง่าย

รวมทั้ง การทำงาน อ่านอีเมล ประชุม หรือคิดแก้ปัญหาบนเตียงจนถึงเวลานอน ทำให้สมองเชื่อมโยงเตียงกับความตื่นตัวและความเครียด แทนที่จะเชื่อมโยงกับการพักผ่อน เมื่อทำเป็นประจำอาจทำให้ขึ้นเตียงแล้วคิดเรื่องต่างๆ ไม่หยุด

แสงสว่างจากโทรศัพท์ โทรทัศน์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ในช่วงกลางคืนสามารถรบกวนวงจรการหลับและการตื่น รวมถึงขัดขวางการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการนอน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ แนะนำให้ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 30 นาทีก่อนเข้านอน หากยังจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ ควรลดความสว่าง เปิดโหมดกลางคืน และหลีกเลี่ยงการนำโทรศัพท์ไปวางไว้ข้างหมอน

2. กินอาหารมื้อใหญ่แล้วเข้านอนทันที

การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ อาหารไขมันสูง หรืออาหารรสจัดก่อนนอน อาจทำให้แน่นท้อง อึดอัด และรบกวนการนอน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน เพราะการนอนราบหลังรับประทานอาหารอาจทำให้กรดและอาหารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนในช่วงกลางคืนอาจลดอาการได้ด้วยการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนนอนอย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่หิวก่อนนอนสามารถเลือกรับประทานอาหารว่างปริมาณเล็กน้อยแทนการกินมื้อใหญ่

3. เปิดไฟสว่างหรือเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ขณะนอน

แสงเป็นสัญญาณสำคัญที่ใช้ควบคุมนาฬิกาชีวภาพ เมื่อห้องนอนมีแสงสว่างมาก สมองอาจรับรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาพัก ส่งผลให้หลับยากหรือหลับได้ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะแสงจากหลอดไฟ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และนาฬิกาดิจิทัลที่สว่างอยู่ใกล้ใบหน้า

แสงประดิษฐ์ในช่วงค่ำสามารถรบกวนการหลั่งเมลาโทนินและวงจรการหลับได้ หน่วยงานด้านสุขภาพจึงแนะนำให้จัดห้องนอนให้มืด เงียบ ผ่อนคลาย และมีอุณหภูมิสบาย หากจำเป็นต้องเปิดไฟสำหรับความปลอดภัย ควรใช้ไฟกลางคืนที่มีความสว่างน้อย

4. ดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มคาเฟอีนช่วงเย็น

คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่ช่วยให้รู้สึกตื่นตัว แต่หากได้รับในช่วงบ่ายหรือเย็นอาจทำให้หลับช้า หลับไม่ลึก หรือตื่นง่ายในเวลากลางคืน คาเฟอีนไม่ได้พบเฉพาะในกาแฟ แต่ยังอยู่ในชา น้ำอัดลมบางชนิด เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต และยาบางประเภท

ผลของคาเฟอีนสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายชั่วโมง โดยสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ผลกระตุ้นอาจอยู่ได้นานถึงประมาณ 8 ชั่วโมง คนที่ไวต่อคาเฟอีนจึงอาจต้องหลีกเลี่ยงตั้งแต่ช่วงบ่าย ไม่ใช่เพียงก่อนขึ้นเตียงเท่านั้น

5. ใช้แอลกอฮอล์เพื่อช่วยให้หลับ

บางคนรู้สึกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ง่วงและหลับเร็วขึ้น แต่การหลับเร็วไม่ได้หมายความว่าจะนอนได้อย่างมีคุณภาพ แอลกอฮอล์อาจทำให้การนอนแตกเป็นช่วง ตื่นกลางดึก ตื่นเช้าเกินไป และรู้สึกอ่อนเพลียในวันรุ่งขึ้น

แอลกอฮอล์จึงไม่ใช่ยาช่วยนอน และไม่ควรใช้แก้ปัญหานอนไม่หลับ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หากนอนไม่หลับเป็นประจำควรหาสาเหตุและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์แทน

6. สูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคติน

นิโคตินเป็นสารกระตุ้นที่สามารถทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและร่างกายตื่นตัว จึงอาจทำให้หลับยากและรบกวนคุณภาพการนอน การใช้บุหรี่หรือผลิตภัณฑ์นิโคตินก่อนเข้านอนจึงไม่ได้ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายอย่างแท้จริง

แนวทางของสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติสหรัฐฯ แนะนำให้หลีกเลี่ยงทั้งนิโคตินและคาเฟอีน เนื่องจากสารทั้งสองชนิดรบกวนการนอนได้

7. ออกกำลังกายหนักก่อนขึ้นเตียงทันที

การออกกำลังกายสม่ำเสมอโดยรวมมีประโยชน์ต่อการนอน แต่การออกกำลังกายหนักมากในช่วงใกล้เข้านอนอาจทำให้บางคนหัวใจเต้นเร็ว อุณหภูมิร่างกายสูง และรู้สึกตื่นตัวจนหลับยาก

ผลของการออกกำลังกายช่วงค่ำแตกต่างกันในแต่ละคน งานทบทวนพบว่าการออกกำลังกายตอนเย็นไม่ได้ทำลายการนอนในทุกกรณี แต่การฝึกหนักที่สิ้นสุดภายในประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนอนอาจกระทบการเริ่มหลับในบางคน

หากพบว่าออกกำลังกายแล้วหลับยาก ควรเลื่อนกิจกรรมหนักให้เร็วขึ้น และเลือกกิจกรรมเบาๆ เช่น การยืดเหยียดหรือฝึกผ่อนคลายในช่วงก่อนนอนแทน

8. ดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน

การดื่มน้ำจำนวนมากในช่วงใกล้เข้านอนอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็มเร็ว จนต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ส่งผลให้การนอนขาดช่วงและตื่นมาไม่สดชื่น  ยิ่งใครที่นอนหลับยาก การที่จะกลับไปนอนหลับสนิทได้อีก อาจเป็นเรื่องยากสุดๆ

ควรกระจายการดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน หากรู้สึกกระหายก่อนนอนสามารถจิบน้ำเพียงเล็กน้อยได้

 

นอนไม่พอส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

การนอนไม่พอเพียงคืนเดียวอาจทำให้ง่วง สมาธิลดลง ความจำและการตัดสินใจแย่ลง รวมถึงหงุดหงิดง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนัก การเผาผลาญน้ำตาล ความดันโลหิต สุขภาพหัวใจ และภูมิคุ้มกัน

วัยรุ่นอายุ 13-18 ปีควรนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปควรนอนประมาณ 7-9 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม คุณภาพและความสม่ำเสมอของการนอนมีความสำคัญเช่นเดียวกับจำนวนชั่วโมง

เตรียมตัวก่อนนอนอย่างไรให้หลับง่ายขึ้น?

  • หยุดใช้หน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที และปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
  • รับประทานมื้อเย็นให้ห่างจากเวลาเข้านอน โดยเฉพาะผู้ที่มีกรดไหลย้อนควรเว้นประมาณ 3 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนในช่วงบ่ายและเย็น หากเป็นคนไวต่อคาเฟอีนควรหยุดเร็วกว่านั้น
  • ลดแสงภายในบ้านช่วงก่อนนอน และจัดห้องให้มืด เงียบ และมีอุณหภูมิสบาย
  • เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลา รวมถึงวันหยุด
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายซ้ำๆ ทุกคืน เพื่อเป็นสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าใกล้ถึงเวลานอน
  • ใช้เตียงสำหรับการนอนเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการทำงาน เรียน หรือดูคลิปบนเตียงเป็นเวลานาน

เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

ควรปรึกษาแพทย์หากมีปัญหาหลับยาก ตื่นกลางดึก หรือตื่นเร็วกว่าปกติบ่อยครั้งจนกระทบการเรียน การทำงาน หรือชีวิตประจำวัน รวมถึงผู้ที่นอนเพียงพอแล้วแต่ยังง่วงมากในช่วงกลางวัน

ผู้ที่กรนดัง หยุดหายใจหรือสะดุ้งเหมือนขาดอากาศระหว่างนอน ปวดศีรษะตอนเช้า หรือมีอาการขากระตุกและรู้สึกไม่สบายขาจนต้องขยับบ่อย ควรรับการประเมิน เพราะอาจมีความผิดปกติของการนอนที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

สรุป

สิ่งที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน ได้แก่ เล่นโทรศัพท์ กินอาหารมื้อใหญ่ เปิดไฟสว่าง ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ ใช้นิโคติน ออกกำลังกายหนัก ทำงานบนเตียง และเข้านอนไม่เป็นเวลา พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้สมองและร่างกายยังคงตื่นตัว ส่งผลให้หลับช้า ตื่นบ่อย และตื่นมาไม่สดชื่น

พฤติกรรมเพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ทำให้สุขภาพเสียทันที แต่หากทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัยและทำให้นอนน้อยต่อเนื่อง ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพย่อมเพิ่มขึ้น การเริ่มจากปิดหน้าจอ ลดแสง เว้นอาหารมื้อใหญ่ และรักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

แหล่งอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention: About Sleep
  • National Heart, Lung, and Blood Institute: Healthy Sleep Habits
  • National Heart, Lung, and Blood Institute: Your Sleep/Wake Cycle
  • National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases: Eating, Diet, and Nutrition for GERD
  • National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism: Alcohol and Disrupted Sleep
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล